หากเราได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ประสบการณ์ในอดีตเราจะไม่กังวลใจจนเกินกว่าเหตุ เนื่องจากการเมืองที่ผันผวนไปนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อขบวนการแรงงานอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ซึ่งบุคคลต่าง ๆ ล้วนแต่ได้รับผลพวงในชะตากรรมที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ผู้นำแรงงานในอดีตหลายคนสับสน บางคนสิ้นหวัง หลายคนหวั่นไหว แต่ก็มีไม่น้อยยิ่งถูกกดขี่ยิ่งต่อสู้ ยิ่งยืนหยัด แม้จะเจ็บปวดจากการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน เพียงไร แต่เขาเหล่านั้นยึดหลักที่ว่า "ไม่มีพลังใด ยิ่งใหญ่เท่าพลังแห่งความสมานสามัคคี" และเชื่อว่าผู้ใช้แรงงานหรือกรรมกรคือผู้สร้างโลกให้วัฒนาเหตุไฉนเล่าสิทธิแรงงานไทยถึงอาภัพ และถูกเพิกเฉยแบบมาราธอนเรื่อยมา
ด้วยเหตุนี้การรวมตัวกันย่อมดีกว่าต่างคนต่างอยู่ แบบตัวใครตัวมัน เพราะการต่อสู้เพื่อสิทธิอันชอบธรรมจำเป็นที่จะต้องมีพลังแห่งการรวมตัว และจงอย่าท้อถอย สิ้นหวัง เพื่ออนาคตที่ดีงาม ขอเพียงยืนหยัดยืนยงเข้มแข็งและอดทน มุ่งมั่นขจัดอำนาจที่ไม่ชอบธรรมให้หมดไป รวมถึงพวกแอบอิงอำนาจ
เพราะฉะนั้น การมีสหภาพแรงงาน ทุกคนอยู่ดีมีความปลอดภัยและมั่นคงในการทำงานจนถึงทุกวันนี้ เพราะความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญของคณะผู้ก่อการสหภาพแรงงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งองค์กรของพวกเรา ณ บรรทัดนี้ พวกเราในนามผู้สานต่อเจตนารมณ์อุดมการณ์ จึงขอก้มกราบคารวะจิตวิญญาณของท่านผู้กล้าเหล่านั้นด้วยจิตคารวะ.
พ.ศ. 2518 มีผลบังคับใช้ จึงยกเลิกประกาศกระทรวงมหาดไทย (ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 103) มีผลให้สมาคมลูกจ้างทุกแห่งที่จดทะเบียนไว้ก่อนนี้เปลี่ยนสถานภาพเป็นสหภาพแรงงาน หรือเป็นนิติบุคคลตามพระบัญญัติแรงงานสัมพ้นธ์ พ.ศ.2518 และสมาคมลูกจ้างผลิตรถจักรยานยนต์ สมุทรปราการ (ไทยฮอนด้า) จึงได้ยกฐานะเป็น "สหภาพแรงงาน" และเปลี่ยนชื่อเป็น "สหภาพแรงงานผลิตรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย" ในช่วงก่อตั้งก็ถูกขัดขวางจากฝ่ายนายจ้างเป็นอย่างมาก
| กรรมการชุดก่อการ | |
|---|---|
| 1. นายชม ถึงพิทักษ์ | 6. นายสามารถ เกษโกศล |
| 2. น.ส.อำไพ จิตจำไว | 7. นายบุญทิ้ง สีทอง |
| 3. น.ส.จันเพ็ญ ศรีวัฒนประยูร | 8. นายบุญสืบ ทินอยู่วงศ์ |
| 4. น.ส.มาลา บะวงษ์ | 9. นางประทุม งามแท้ |
| 5. นายสมชาย สุดสวาท | 10. นายประเสริฐ โต๊ะเมือง |
ผู้ริเริ่มก่อตั้งถูกเลิกจ้างทั้งหมด ขณะนั้นยังไม่มีศาลแรงงานเพื่อพิจารณาคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทแรงงาน มีแต่เฉพาะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไตรภาคี (ครส.) สังกัดกรมแรงงานกระทรวงมหาดไทยผู้ก่อการทั้งหมด 10 คน ถูกเลิกจ้างและตกอยู่ในภาวะจำยอมออกจากงานเป็นจำนวน 9 คน เหลือเพียงเลขาธิการสหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นสุภาพสตรีหนึ่งในคณะผู้ก่อการ คือ นางสาวจันเพ็ญ ศรีวัฒนประยูร ที่ยืนหยัดต่อสู้กับนายจ้างที่ถูกกล่าวหาถึง 4 ข้อหา (อ้างใน 30 ปีสหภาพแรงงานฮอนด้าแห่งประเทศไทย) จนกระทั่งนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไตรภาคี ซึ่งต้องใช้ระยะพิสูจน์ถึง 5 ปี สุดท้ายคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไตรภาคีออกคำสั่งให้นายจ้าง (บริษัท) รับลูกจ้าง คือ เลขาธิการสหภาพแรงงานกลับเข้าทำงานโดยปราศจากเงื่อนไข แต่นั่นคือคำสั่งของคณะกรรมการฯ ก็มีผลเพียงในทางนิตินัย หาได้มีบทลงโทษแต่ประการใดไม่ ส่วนในแนวปฏิบัติลูกจ้างมักเป็นฝ่ายถูกกระทำเสมอ โดยให้ยินดีรับการประนอมความ ซึ่งมีข้อกล่าวอ้างพ่วงท้ายเสมอว่า เพื่อลดความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายในเรื่องปัญหาแรงงานสัมพันธ์เวลานั้น ซึ่งจะได้ปรับปรุงอนาคตให้ดีขึ้น และสุดท้ายเพื่ออนาคต ที่ดีงามของคุณจันทร์เพ็ญ ผลปรากฏว่า คุณจันทร์เพ็ญ ศรีวัฒนประยูร ได้ตกลงประณีประนอมยอมความโดยมีข้อตกลง ดังนี้
1. น.ส.จันทร์เพ็ญ ศรีวัฒนประยูร ตกลงจะไม่ทำงานในบริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด อีกต่อไป
2. น.ส.จันทร์เพ็ญ ศรีวัฒนประยูร ตกลงยอมรับเงินที่บริษัทได้จ่ายให้รับไปแล้วจำนวน 14,532 บาท กับขอรับอีก 60,000 บาทโดยจะไม่เรียกร้องเงินจำนวนใด ๆ จากบริษัทอีกต่อไป
3. บริษัทจะยกเลิกการอุทธรณ์ ศาลฏีกาเกี่ยวกับปัญหาการเลิกจ้าง
4. ทั้งฝ่ายว่าจ้างและลูกจ้างตกลงที่จะยอมความเป็นเสร็จเด็ดขาดตามสัญญานี้ และต่างฝ่ายสัญญาว่าหลังจากนี้จะไม่นำเรื่องนี้มาเป็นปัญหาต่อไปอีก, ลงนาม นายวิทยา ลี้อิสระนุกุล ฝ่ายบุคคล, ลงนาม น.ส.จันทร์เพ็ญ ศรีวัฒนประยูร ลูกจ้าง, นายเอกรินทร์ ต๊ะอินทร์ ประธานสหภาพแรงงานผลิตรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย
คำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (70/2518) คำวินิจฉัยสมัยนั้น ส่วนหนึ่งซึ่งมีเนื้อหาสาระที่ประทับใจลูกจ้างเป็นอย่างยิ่ง โดยย่อดังนี้
“เพราะหากอ้างถึงความเป็นธรรมแล้ว นายจ้างย่อมมีสิทธ์ใช้ความชอบธรรมในการจ้างทนายความที่เก่งกล้าสามารถเข้าใจทะลุปรุโปร่งในปัญหาข้อกฏหมาย แต่ลูกจ้างซึ่งขาดทุนทรัพย์ก็ได้แต่ไช้ความเป็นธรรมในการเรียกร้องสิทธิของตนตามมีตามเกิด ขาดทั้งความรู้ ขาดทั้งกำลังทรัพย์ จะหันหน้าไปปรึกษาผู้ที่ใช้วิชาชีพในการปรึกษาก็ไร้ทรัพย์และปัญญา คำร้องที่ยื่นต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ จึงล้วนแล้วแต่เขียนมาจากความรู้สึกนึกคิดจากใจจริงประกอบกับความรู้ที่มีอยู่ งู ๆ ปลา ๆ ตามประสาคนที่มีความรู้น้อย แต่ใฝ่แสวงหาความรู้จึงอาจอ้างมาตราผิดพลาด การพิจารณาของ ครส. ไม่ใช่การพิจารณาของศาล”
ภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้ฝ่ายปกครองเข้าแทรกแซงขบวนจัดตั้งของกรรมกร มีการให้ร้ายป้ายสีผู้นำแรงงาน ในเรื่องลักธิคอมมิวนิสต์ จักกุม ข่มขู่ คุกคาม ผู้นำอย่าง อารมณ์ พงศ์พงัน และที่สำคัญคือเกิดความคิดแตกแยกในหมู่ผู้นำและในกรณี 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 แม้ว่า พรบ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 จะไม่ถูกยุบเลิกก็ตาม การรัฐประหารนองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ได้ทำให้ขบวนการแรงงานที่กำลังจะเติบโตในช่วงของยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน (2516-2519) ต้องหยุดชงัก ศูนย์ประสานงานกรรมกรต้องปิดฉากลง ผู้นำศูนย์กรรมกรโดยหันไปเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ส่วนสภาแรงงานแห่งประเทศไทยที่ก่อตั้งเมื่อ 2519 ก็ยุติบทบาท มาก่อตั้งใหม่อีกครั้ง พ.ศ.2521 และเป็นองค์กรเดียวที่มีบทบาทอย่างมากในการเปิดฉากต่อสู้ของกรรมกร เช่น เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ
คณะกรรมการสหภาพแรงงานฮอนด้า ร่วมกับฝ่ายนายจ้างได้ทำการปรึกษาหารือร่วมกันในการแก้ไขปัญหาเชิงมหภาคเพื่อฝ่าภาวะวิกฤตเศรษฐกิจเป็นครั้งแรก ศึกษาหาแนวทางตกลงร่วมกันเปิดโอกาสให้พนักงาน และฝ่ายสมาชิกสหภาพแรงงานสมัครใจลาออกในสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจเช่นนั้น ด้วยทางสหภาพแรงงานและฝ่ายนายจ้างสามารถหาข้อยุติประเด็นค่าชดเชยจนเป็นที่พึงพอใจทั้งสองฝ่าย ซึ่งทางฝ่ายจัดการยินดีจ่ายค่าตอบแทนช่วยเหลือพนักงานที่เข้าร่วมโครงการสมัครใจลาออก เป็นจำนวนเงิน 8 เท่าของค่าจ้าง ขณะเดียวกันมีพนักงานสมัครใจลาออกจำนวน 30 คนจากพนักงานทั้งหมด 333 คน
สหภาพแรงงานมีแนวคิดเรื่องความมั่นคงในการวางแผนชีวิตให้กับสมาชิกสหภาพแรงงานโดยการเริ่มยื่นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงของสมาชิกสหภาพแรงงานซึ่งทางฝ่ายจัดการก็มีความเห็นร่วมด้วยช่วยกันศึกษาโดยการทำข้อตกลงร่วมกันก่อตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในปี 2532 สะสมเงินเป็นเปอร์เซ็นต์ ขั้นต้ำ 5 เปอร์เซ็นต์ สูงสุดไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับอายุงาน ถือได้ว่าเป็นสถานประกอบต้น ๆ ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ประเภทที่มีสหภาพแรงงานฮอนด้าแห่งประเทศไทย (ครบรอบ 30 ปี สหภาพแรงงานฮอนด้า แห่งประเทศไทย 2548 : 14-16)
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 มีนายทหารกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้ทำรัฐประหาร โดยการใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่มี พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ เป็นนายกรัฐมาตรี จากนั้นเสนอแต่งตั้ง นายอนันต์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมาตรี และผลงานเด่น คือทำลายขบวนการแรงงาน โดยการแยกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจออกจากพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ยกเลิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ โดยออกกฏหมายพนักงานรัฐวิสาหกิจที่จำกัดสิทธิพนักงานรัฐวิสาหกิจ ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2534 นายทนง โพธิ์อ่าน ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรแรงงานที่มีสมาชิกมากที่สุดในขณะนั้น หายตัวสาเหตุเพราะเขาท้าทายคัดค้านอำนาจเผด็จการทหาร ประกาศ รสช.ฉบับที่ 54 ซึ่งออกมาลดบทบาทสหภาพแรงงาน คณะ รสช.กลัวคุณทนง โพธิ์อ่าน จะหนีออกนอกประเทศไปประชุมใหญ่ ILO ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจากรัฐบาลเผด็จการมีคำสั่งห้ามออกนอกประเทศ
สหภาพแรงงานฮอนด้าแห่งประเทศไทย บริษัทเอเชี่ยนออโตพาร์ท จำกัด (AAP) ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งบริษัท ไทยฮอนด้าฯ ถือหุ้น ได้ปิดกิจการเพื่อย้ายฐานการผลิตมาควบรวมกับบริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด จึงส่งผลให้สมาชิกสหภาพแรงงานที่ทำงานอยู่เอเอพี มาเป็นพนักงานที่บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัดและได้รับสิทธิประโยชน์ที่มีอยู่เดิมรวมทั้งการนับอายุงานต่อเนื่องชอบด้วยกฏหมายทุกประการ ปัจจุบันมีสมาชิกสหภาพอยู่เพียง 2 แห่ง คือที่ บริษัท ฮอนด้าออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด (ผลิตรถยนต์ฮอนด้า) และบริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (ผลิตรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์เอนกประสงค์ฮอนด้า )
สิ่งที่ได้รับความร่วมมือจากนายจ้างเชิงแรงงานสัมพันธ์ มีดังนี้
ส่วนการบริหารเอกเทศภายในองค์กร สหภาพแรงงานก็ได้แบ่งหน้าที่เป็นตำแหน่งและฝ่ายต่าง ๆ ดังนี้ ประธาน รองประธาน เลขาธิการ รองเลขาธิการ ฝ่ายนายทะเบียน เหรัญญิก ประชาสัมพันธ์ การศึกษา วิจัยข้อมูล รับเรื่องราวร้องทุกข์ ดังนั้นจึงกำหนดคณะทำงานร่วมให้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สหภาพแรงงานและฝ่ายจัดการ ได้ดำเนินกิจการในขบวนการผลิตภัณฑ์สู่ลูกค้าอย่างราบรื่น และบริหารข้อเรียกร้องในการตอบสนองความต้องการของสมาชิกและพนักงานทุกคนได้อย่างราบรื่นสมเหตุสมผลอย่างมีประสิทธิภาพ หากข้อเรียกร้องที่เจรจากันไม่จบก็ยกให้เป็นหน้าที่ของคณะทำงานทวิภาคี 4 ชุด (ครบรอบ 30 ปี สหภาพแรงงาน , 2548 : 45) นำไปพูดคุยกันนอกรอบได้ทั้งปีเพื่อให้ได้ข้อมูลสมบูรณ์เพียงพอและไปในทิศทางเดียวกัน ป้องกันการเกิดปัญหาข้อพิพาทแรงงาน ซึ่งหากเกิดปัญหาความขัดแย้งด้านแรงงานถือได้ว่าเป็นปัญหาสำคัญอาจก่อให้เกิดความเสียหายไม่เฉพาะแต่ภายในสถานประกอบการเท่านั้น ถ้ายืดเยื้อรุนแรงก็จะส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนแก่สาธารณะชน เช่น การสไตส์นัดหยุดงาน การปิดงานของนายจ้าง การชุมนุมปักหลักพักค้างในที่สาธารณะ ผลกระทบที่ตามมาคือลูกจ้างขาดรายได้ เกิดปัญหาการว่างงาน ความไม่สงบในขบวนการแรงงาน จะส่งผลถึงการพัฒนาอุตสาหกรรม กระทบกับสมาชิกสหภาพแรงงานโดยตรงและเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคงของรัฐได้ (ชำนาญ พจนา , 2548 : 5) สำหรับทางฝ่ายการศึกษาของสหภาพแรงงาน ก็ได้จัดการอบรมสัมมนาให้สมาชิกได้รับรู้ถึงสิทธิ บทบาทหน้าที่ทั้งภายในและภายนอกส่วนงาน